วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ตรวจ DNA กับบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย


ตรวจ DNA พบเป็นบุตรของบิดาจริง แต่บิดาไม่จดทะเบียนรับรองบุตร ยังไม่ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย
วิทยาการที่ก้าวหน้าในโลกปัจจุบันที่ถึงขั้นสามารถโคลนนิ่งสัตว์หรือมนุษย์ได้ สิ่งสำคัญหนึ่ง คือ พันธุกรรม หรือ DNA ซึ่งใช้ในการพิสูจน์บุคคล เพื่อทราบว่าเป็นบุตรของบิดามารดาหรือไม่ เพื่อแก้ปัญหาข้อโต้แย้งต่างๆที่มีผลตามกฎหมาย
การตรวจพิสูจน์ DNA เพื่อทราบว่าเป็นบุตรของบิดามารดาหรือไม่ สามารถขอตรวจได้เสมอแม้ยังไม่มีการฟ้องร้องหรืออยู่ระหว่างการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวนหรือชั้นศาลหากคู่กรณีคือมารดา และคนที่คาดว่าจะเป็นบิดายินยอม  แต่ต้องเสียเงินค่าตรวจเสมอ ไม่มีการตรวจฟรี ยกเว้นสามารถขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิใดโดยมูลนิธิเป็นผู้ชำระแทน โดยเมื่อมีข้อโต้แย้งว่าเป็นบุตรหรือไม่ หากคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอมให้ตรวจ DNA ก็ไม่สามารถตรวจได้ ดังนั้นก่อนตรวจจะต้องทำหนังสือยินยอมก่อนทุกครั้ง และหากตรวจในหน่วยงานหนึ่งแล้ว แต่ไม่แน่ใจผลตรวจ สามารถตรวจซ้ำได้ แต่อาจต้องตรวจกับหน่วยงานอื่น โดยวิธีการจะให้แน่ใจที่สุดควรจะตรวจอย่างน้อย 2 แห่ง และทั้ง 2 ฝ่ายควรไปเจาะเลือดตรวจพร้อมกัน
สำหรับข้อกฎหมายครอบครัว ปัญหาเรื่องเด็กเป็นลูกเราหรือไม่ ให้ถือว่าลูกที่ไม่มีการสมรสเป็น 'ลูกของแม่' เสมอ แต่ 'พ่อไม่ใช่' หากพ่อต้องการเป็นพ่อตามกฎหมายต้องไปจดทะเบียนรับรองบุตร 
 ส่วนกรณีที่มีการฟ้องให้พิสูจน์เพียงว่าเป็นบุตรหรือไม่นั้นในศาล สามารถทำได้ แต่การดำเนินคดีปกติทั้งทนายความและอัยการส่วนมากจะเป็นการฟ้องให้ศาลสั่งว่าเป็นบุตรที่บิดารับรองเป็นบุตรตามกฎหมาย เมื่อศาลเข้าสู่กระบวนพิจารณาคดี ก็อาจขอศาลให้เจาะเลือดพิสูจน์ DNA ว่าเป็นบุตรหรือไม่ แต่ถ้า บิดา มารดา บุตร ฝ่ายใดไม่ยินยอมให้ตรวจพิสูจน์ ศาลจะบังคับไม่ได้ บุตรต้องนำสืบในพฤติการณ์ที่ผ่านมาในอดีต ให้เข้าข้อกฎหมายว่าบิดารับรองว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ไม่ว่ากรณีใด
เช่นกรณี บิดาที่ไปมีเพศสัมพันธ์กับหญิงแบบไม่มีความคิดว่าต้องการหญิงนั้นเป็นภรรยา และหญิงนั้นเกิดท้องและคลอดบุตรออกมาในช่วงเวลานั้น ถ้าสงสัยก็ควรตรวจ DNA เพื่อทราบว่าเป็นบุตรตนเองหรือไม่ เพราะถ้าเป็นบุตรซึ่งเป็นสายเลือด บุตรจะได้รับการเลี้ยงดูตามฐานะของบุตร ถ้าไม่ใช่บุตรของตนเองทำให้หญิงนั้นไม่สามารถมากล่าวว่า เป็นบิดาของเด็กอีก
แต่ถ้าคราวนี้เกิดตรวจแล้ว  หากผลตรวจ DNA ชัดเจนว่าเป็นบุตรของบิดาจริง แต่บิดาไม่เคยมีพฤติการณ์รับรองว่าเป็นบุตรตามกฎหมายและไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตร ก็ยังไม่ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดานั้น  จะทำอย่างไร แต่บิดาสามารถส่งเสียเลี้ยงดูเป็นการส่วนตัวได้  และหากต้องการยกทรัพย์สินให้บุตรเมื่อตนตายก็สามารถทำได้ โดยการทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ ซึ่งบุตรสามารถสละไม่รับมรดกได้เช่นกัน  สรุป ตรวจ DNA พบเป็นบุตรของบิดาจริง แต่บิดาไม่จดทะเบียนรับรองบุตร ยังไม่ถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย

ป้องกัน

คราวที่แล้วพูดถึงบันดาลโทสะ คราวนี้พูดถึงป้องกันบ้างดีกว่า
มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตนเองหรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้าย อันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด

พี่ทะเลาะกับน้อง โดยพี่พยายามไล่แทงน้อง ร้องซ้ำๆขณะไล่ตามไป ตายแน่ๆ
ผู้น้องนั้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต  ส่วนพี่ก็ไม่ใช่ว่าจะวิ่งไล่แล้วร้องซ้ำๆ อย่างนั้น หากในมือมีดพร้าเงื้อมาด้วย  ส่วนน้องก็ต้องหนีสุดชีวิตและรอดไปได้อย่างหวุดหวิด วิ่งขึ้นบ้านของตัวเอง
แต่ว่ายังไม่ทันหายเหนื่อยจากการวิ่งหนีตะกี้ พี่ก็วิ่งมาตรงประตูบ้านอีกแล้ว
แล้วก็พูดว่าให้น้อง ไปเอาปืนมึงมามาดวลกันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง  คือประมาณว่าวิ่งไล่ฟันด้วยอีโต้ไม่ทันเที่ยวนี้กลับบ้าน ไปเอาปืนมาแล้วขับรถกระบะย้อนกับมาอีก
ส่วนผู้น้องก็ต้องทำอะไรซักอย่างเพื่อป้องกันตัว  จึงดึงลิ้นชักหยิบปืนออกมาวางไว้พร้อมบอกกับพี่ว่า ถ้าขึ้นมาจะยิง  ก็จะยิงตอบโต้ไปเหมือนกัน  
พี่จอมโมโห  ถือวิสาสะขึ้นบนบ้านทันที  แล้วพรวดเข้าในห้อง ถึงตัวน้อง  
มีเสียงดัง ตึงและตึง โครมและคราม จากการต่อสู้อีรุงตุงนังสลับกันไปจนไม่อาจแยกได้ว่าเสียงเกิดก่อนหลัง  จากนั้นมีเสียงดัง ปัง และปัง
พี่ วิ่งลงจากบ้าน แล้วรีบวิ่งขึ้นรถที่จอดทิ้งไว้ขับออกไป ต่อมาคนข้างที่บ้านตกใจ นึกว่าน้องถูกยิงวิ่งขึ้นบ้านไปดู  แต่กลายเป็นว่าผู้ตายคือพี่ที่ขับรถออกไปเมื่อกี๊ โดยเสียชีวิตในรถ เลือดท่วม
น้องถูกจับกุมและถูกฟ้องข้อหาฆ่าคนตายศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288   น้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
โจทก์คือพนักงานอัยการฎีกา ศาลฎีกาในคดีนี้ วินิจฉัยว่า  ผู้ตายซึ่งเป็นพี่พกอาวุธปืนมาท้าทาย มีเจตนาจะใช้อาวุธปืนยิงทำร้านน้อง นับเป็นภัยภยันตรายที่ใกล้จะถึงตัวน้อง  เมื่อขึ้นบนบ้านไปพบ น้องแล้วมีการต่อสู้กัน น้องจึงชอบที่จะใช้สิทธิป้องกันตนให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายของพี่ได้
จากร่องรอยกระสุน น้องยิงไปสองนัด กระสุนถูกพี่นัดเดียวเมื่อ พี่ถูกยิ่งแล้ว น้องก็ไม่ได้ยิงอีก จึงเป็นการป้องกันที่พอสมควรแก่เหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68
พิพากษายกฟ้อง ยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

บันดาลโทสะ


บันดาลโทสะ
ไอ้หนุ่มเป็นหนุ่มวัยคะนอง  จอมเกเรของหมู่บ้าน  คว้าแขนคว้าตัวผู้เสียหาย ฉุดกระชากพยายามลากออกจากบ้านไปทันที  ด้วยสัญชาตญาณของแม่ที่ปกป้องลูก ก็พยายามจะคว้าเอาลูกสาววัยรุ่นไว้ได้  ก่อนที่ไอ้หนุ่มจะลากไปพ้น  พี่ชายน้องชายของสาวผู้เสียหายก็ช่วยกันขวางอย่างเต็มที่  ชุลมุนพัลวันกันออกจากประตูบ้าน  ออกมาถึงลานบ้าน  ฝ่ายหนึ่งพยายามจะฉุดออกไปให้ได้  อีกฝ่ายหลายคนขวางสุดกำลัง  คราวนี้ผู้เป็นพ่ออยู่ในเหตุการณ์ด้วยกระโจนมาหยิบปืนลูกซองข้างผนัง  คว้ามาถือกระชับมือมั่น และบอก ให้ปล่อยไอ้หนุ่มเห็นท่าไม่ดี  สู้แรงสามสี่คนไม่ไหว  และยิ่งไม่มีทางสู้ลูกซองยาวกระบอกนั้นได้จึงถอย  แต่ก็ตะโกนไปว่า ยังไงก็จะเอาให้ได้ ในขณะเดินไปที่รถมอเตอร์ไซด์ที่จอดไว้  สรุป เปรี้ยง  เสียงปืนลูกซองดังขึ้น  ร่างที่ปากเก่ง  ยโสอุกอาจถึงขนาดเข้ามาฉุดลูกสาวเขาต่อหน้าพ่อแม่พี่น้องกลางวันแสกๆ ล้มคว่ำลงจมกองเลือดทันที  พ่อถูกจับกุม  เขารับสารภาพว่าทำจริง  จึงถูกส่งฟ้องศาล  ข้อหาฆ่าผู้อื่น  ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาว่า  พ่อมีความผิดฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ  ให้จำคุก 10 ปี  พนักงานอัยการโจทก์อุทธรณ์ให้เพิ่มโทษ พ่ออุทธรณ์ขอลดโทษ  ศาลอุทธรณ์พิพากษา  แก้โทษลดโทษลงเหลือเพียงจำคุก 4 ปี  ทั้งสองฝ่ายฎีกา  โดยทางฝ่ายพ่อฎีกาว่าที่ยิงน่ะเป็นการป้องกันสิทธิของตนเองหรือผู้อื่นจากภยันตราย  ซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดกฎหมายและเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง  เป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 68  ต้องไม่มีความผิดเลยสิ  แต่ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว  วินิจฉัยว่า  ไอ้หนุ่มหนะน่ะถอยกลับไปแล้ว  ขณะนั้นภยันตรายที่เกิดจากการกระทำของไอ้หนุ่มหมดไปแล้วกรณีนี้จึงไม่ต้องด้วยมาตรา 68  อย่างไรก็ตาม การที่ไอ้หนุ่มบุกเข้าไปลวนลามลูกสาวเขาถึงในบ้าน  นับเป็นการข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมและผู้เป็นพ่อยิงคุณเงือบแทบจะทันทีทันใดหลังจากถูกข่มเหงนั้น จึงเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ศาลฎีกาเห็นพ้องกับที่ศาลล่างวินิจฉัยว่าผู้เป็นพ่อกระทำฆ่าผู้อื่นโดยบันดาลโทสะ  ศาลพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์  ศาลลงโทษจำคุก 4 ปี  น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดฆ่าผู้อื่นอยู่แล้วเพราะความผิดนี้โทษเบาะๆนั้น  จำคุกตั้งแต่ 15 ปีถึง 20 ปี
(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2553)
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา  68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน? หรือของผู้อื่นให้พ้นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย? และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง? ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ? การกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย? ผู้นั้นไม่มีความผิด
มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุ อันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะ ลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใด ก็ได้

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ไม่ใช่ฉ้อโกง


ไม่ใช่ฉ้อโกง
                ด้วยความคิดที่เจ้าตัวภูมิใจนักหนาว่า-เด็ดนัก                จำเลยหยิบเอาขวดน้ำปลาออกจากกล่องกระดาษมาวางที่ชั้นวางขาย  จากนั้นเดินไปที่ร้านวางสุราต่างประเทศวนเวียนขนสุราต่างประเทศค่อยๆ  บรรจุลงกล่องน้ำปลาแทนขวดน้ำปลาที่ดึงออกไปแล้ว    เมื่อปิดกล่องด้วยสก๊อตเทปให้ดูเรียบร้อย  แล้วจึงยกกล่องน้ำปลาที่บรรจุสุราต่างประเทศนั้นลงรถเข็นก่อนจะยกกล่องน้ำปลาอีกกล่องวางทับซ้อนลงไป เขาเข็นรถเข็นบรรทุกกล่องน้ำปลา 2  กล่องที่ช่องชำระเงิน
                ที่บ้านขายอาหาร  ต้องใช้น้ำปลาเยอะครับ  แหะๆ  เขาเปรยขึ้น  ขณะที่พนักงานนำเครื่องอ่านบาร์โค้ดที่กล่องน้ำปลากล่องบนในรถเข็นเพื่อคิดราคาในราคาน้ำปลาทั้ง  2  กล่อง
                ทว่าพฤติกรรมก่อนนั้นไม่อาจรอดพ้นจากกล้องวงจรปิด  ที่ส่งภาพไปปรากฏในห้องควบคุมรักษาความปลอดภัยประจำห้างสรรพสินค้าได้  เขาถูกรวบตัวหลังเข็นของ  2  กล่องเลยช่องชำระเงินมาเล็กน้อย
                จำเลยถูกดำเนินคดีในความผิดฐานลักทรัพย์  จำเลยปฏิเสธว่า  ไม่ได้ลักทรัพย์
                แล้วต่อสู้ว่า  นี่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงต่างหาก  ไม่ใช่ความผิดฐานลักทรัพย์
                ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ให้จำคุก
                จำเลยอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
                จำเลยฎีกา  ยืนยันว่าไม่ได้ลักทรัพย์สักหน่อย  ที่ทำไปนั่นละมันเป็นการฉ้อโกงต่างหาก
                ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  พฤติการณ์ที่เอาสุราต่างประเทศใส่ไว้ในลังน้ำปลาแล้วนำสก๊อตเทปปิดลังไว้  โดยนำลังน้ำปลาอีกใบมาวางทับ  แล้วนำไปชำระเงินนั้น  ย่อมแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตที่จะเอาทรัพย์ของผู้เสียหายไปตั้งแต่แรกแล้ว
                การที่จำเลยนำลังน้ำปลาที่มีสุราต่างประเทศซุกซ่อนอยู่ภายในไปชำระราคาเท่ากับราคาน้ำปลา  จนพนักงานนำลังน้ำปลาทั้งสองลังให้ไปเป็นเพียงกลอุบายเพื่อให้บรรลุผลคือการเอาสุราต่างประเทศของผู้เสียหายไปโดยทุจริตเท่านั้น  พนักงานของห้างตัวแทนของผู้เสียหายมิได้มีเจตนาส่งมอบการครอบครองสุราต่างประเทศให้            
                การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง  หาใช่ความผิดฐานฉ้อโกงตามที่จำเลยฎีกาไม่พิพากษายืนยัน                (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่  3535/2553)

จอดรถในห้างแล้วหาย ใครรับผิดชอบ


จอดรถในห้างแล้วหาย ใครรับผิดชอบ
                โจทก์ รับบัตรที่พี่  รปภ.ยื่นให้ก่อนนำรถเข้าไปจอดยังลานจอดรถของห้างสรรพสินค้า
                ในบัตรเขียนหมายเลขทะเบียนรถไว้  โจทก์เก็บใส่กระเป๋าไว้อย่างดีแล้วไปเดินเลือกหาซื้อสินค้า
                ซื้อเสร็จ  เดินไปยังที่ที่จอดรถไว้  ทว่ามีแต่รถคนอื่น  รถของโจทก์หามีไม่
                วนเวียนหาก็หาพบไม่  คือ  หาไม่เจอ  แม้เรียกพี่  รปภ.มาช่วยกันแล้วก็ไม่เจอ  ไปเช็คดูที่ป้อม  รปภ.ขาออก  พบมีบัตรจอดรถที่เขียนเลขทะเบียนรถโจทก์อยู่  แสดงว่ามีคนยื่นบัตรนั้นขับรถโจทก์ออกไป
                ทั้งๆ  ที่บัตรที่รับมาเมื่อนำรถเข้ามาครั้งแรกยังอยู่ที่โจทก์
                โจทก์เรียกให้ห้างฯ  รับผิดชอบ  แต่ห้างไม่ยอม
                โจทก์จึงฟ้องห้างเป็นจำเลยที่  1  บริษัท  รปภ.เป็นจำเลยที่  2  รปภ.ที่แจกบัตรที่ทางเข้าและรับบัตรออกที่ทางออกเป็นจำเลยที่  3  และ  4  เรียกให้คืนรถที่หายไป  หรือไม่ก็ใช้เงินมา
                ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนรถยนต์คันนั้น  หรือใช้ราคาเป็นเงิน  220,000  บาท
                แม้ทางห้างฯ  และบริษัท  รปภ.จะอุทธรณ์  ศาลอุทธรณ์ก็พิพากษายืน
                ห้างฯ  และบริษัท  รปภ.ยื่นฎีกาอีก
                ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  การออกบัตรจอดรถกำกับเฉพาะหมายเลขทะเบียน  แต่ไม่ได้ระบุหมวดตัวอักษรหน้าทะเบียน  และบัตรที่ออกให้เป็นบัตรอ่อน  ระบุวัน  เดือน  ปีและเวลาที่รถเข้าจอด  จึงง่ายต่อการปลอมแปลงและนำมาใช้ซ้ำ  การที่  รปภ.ปล่อยให้คนร้ายนำรถของโจทก์ออกจากลานจอดรถโดยไม่ระมัดระวังในการตรวจบัตรจอดรถโดยเคร่งครัด  จึงเป็นผลโดยตรงที่ทำให้รถของ โจทก์ถูกลักไป  เป็นการประมาทของ  รปภ.ซึ่งเป็นลูกจ้างกระทำในทางการที่จ้างของบริษัท  รปภ.อันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  มาตรา  420  และ  425
                บริษัท  รปภ.และ  รปภ.ทั้งสองคนจึงต้องร่วมกันรับผิดในผลแห่งละเมิดนั้น
                สำหรับห้างฯ  แม้สัญญาว่าจ้างรักษาความปลอดภัยจะระบุว่า  เฉพาะรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของห้างและลูกจ้างห้างฯ  เท่านั้น  แต่สัญญายังรวมตลอดถึงบรรดาทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์หรืออยู่ภายใต้การควบคุมหรือครองครองของห้างฯ  ซึ่งอยู่ในบริเวณห้างด้วย  บริษัท  รปภ.จึงเป็นตัวแทนที่รับมอบหมายจากห้างฯ  ในการรักษาความปลอดภัยทรัพย์สินในห้างฯ  ด้วย
                เมื่อบริษัท  รปภ.และ  รปภ.ร่วมกันทำละเมิดก่อให้เกิดความเสียหายแก่ โจทก์ทำให้รถยนต์สูญหายไป  ห้างในฐานะตัวกลางจึงต้องร่วมรับผิดในแห่งละเมิดซึ่งตัวแทนได้กระทำไปในกิจการที่ได้รับมอบหมายให้ทำแทนนั้นตามมาตรา  427  ประกอบมาตรา  425
                (เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่  5800/2553)
                ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
                มาตรา  420  ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ  ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย  ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี  แก่ร่างกายก็ดี  เสรีภาพก็ดี  ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี  ผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
                มาตรา  425  นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิดซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น
                มาตรา  427  บทบัญญัติในมาตราทั้งสองก่อนนั้น  (มาตรา  426  และ  425)  ให้ใช้บังคับแก่ตัวการและตัวแทนด้วย  โดยอนุโลม

ข้อห้ามก่อนวันเลือกตั้ง


ข้อห้ามก่อนวันเลือกตั้ง

                         ในวันอาทิตย์ที่    26  มิถุนายน   ซึ่งวันเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตจังหวัดและในเขตเลือกตั้งพร้อมกันทั่วประเทศ  และวันอาทิตย์ที่   3  กรกฎาคม  2554  วันเลือกตั้งทั่วไป

                           ตาม    พ.ร.บ.  ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง  ส.ส. และการได้มาซึ่งส.ว.กำหนด   การกระทำต้องห้ามที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง อาทิ
                       -   มาตรา  57 ห้ามทำการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีการใดๆไม่ว่าจะเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด  นับแต่เวลา18.00น.ของวันก่อนเลือกตั้ง   1  วันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
        ดังนั้น  หลังเวลา  18.00  น.  ของวันที่  2  กรกฎาคม  2554  จะต้องหยุดปราศรัย  หยุดหาเสียงทันที   ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา  147  จำคุกไม่เกิน  6  เดือน  หรือปรับไม่เกิน   10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ
                      -  มาตรา  76  ห้ามกระทำการใดๆ  โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อมิให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้  หรือขัดขวางหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป  ฝ่าฝืนต้องระวางโทษตามมาตรา  152  จำคุกตั้งแต่  1-5  ปี  หรือปรับตั้งแต่  20,000-100,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง  5  ปี    
                       -มาตรา  155  ผู้ใดขาย  จำหน่าย  จ่ายแจก  หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้งระหว่างเวลา  18.00  น.  ของวันก่อนเลือกตั้ง  1  วันจนสิ้นสุดวันเลือกตั้งต้องระวางโทษ  จำคุกไม่เกิน  6  เดือน  ปรับไม่เกิน  10,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ
                             -มาตรา  156  ผู้ใดเล่นหรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อใดๆเกี่ยวกับผลของการเลือกตั้งต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่  1-5  ปี  หรือปรับตั้งแต่ 20,000-100,000  บาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ  และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด  5  ปี


วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2554

พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์


 พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์
สำหรับวันนี้จะขอพูดถึงกฎหมาย ซึ่ง เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจ
เรื่องแรกก็เป็น กรณีมีมือดีแอบถ่าย โฟร์ มด ดารา นักร้อง ค่าย อาร์เอส โปรโมชั่น ในขณะ เข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวแล้วนำไป ลงอินเตอร์เนต แล้วก็ส่งต่อให้ คนอื่นๆ ดู  แล้ว มีการส่งต่อทาง อินเตอร์เนท หรือ ว่ามีการจัดทำเป็น วีซีดี ออกจำหน่าย กรณีนี้ จะทำผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง
                กรณีแรก  คนที่แอบถ่ายภาพ ลามกอนาจารแล้ว เอาภาพ หรือ คลิปวีดีโอ มาเผยแพร่ทางอินเตอร์เนท ย่อมมีความผิด หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการแพร่ภาพ  เพราะ เป็นการ เอาภาพ ที่ เขาไม่ตั้งใจให้ถ่าย หรือไปแอบถ่ายในห้องน้ำ เอามาเผยแพร่ก็เป็นการหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการแพร่ภาพ มีความผิดทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา ต้องรับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน สองแสนบาท  แต่ผู้เสียหายต้องไปแจ้งความร้องทุกข์ และนอกจากนี้ยังเรียกค่าเสียหายทางแพ่งได้อีกด้วยนะครับ
                แล้วถ้ากรณีคนที่เอาลงอินเตอร์เนทเป็นเจ้าของเวปไซด์ แล้วแจ้งกับคนที่ต้องการจะดูว่าต้องเสียเงินค่าดู ก็มีความผิดเพิ่มอีกคือ เป็นการหาประโยชน์ทางการค้า คนที่ทำก็มีความผิดเข้าข่ายตามประมวลกฎหมายอาญา  กรณีนี้แม้ ไม่มีผู้เสียหายหรือผู้แจ้งความร้องทุกข์  ตำรวจก็ไปจับได้  เพราะเป็นการเผยแพร่ภาพลามกอนาจารอันเป็นการหาประโยชน์ทางการค้า  โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
และก็มีความผิดตาม พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ด้วย มีโทษจำคุก1 ปีถึง 5 ปีเลยครับ  โทษหนักนะครับ
                กรณีคนได้รับเมล์มีภาพโป๊เปลือย แล้วส่งต่อทางอินเตอร์เนท หรือ ที่เรียกว่า Forward Mail  แน่นอนครับก็มีความผิดเช่นเดียวกันตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์นี้ เพราะเป็นการใช้ระบบคอมพิวเตอร์เผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม โทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน  1 แสนบาท แต่แม้ไม่ส่งต่อแต่เปิดให้เพื่อนดู ย่อมมีความผิดหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการแพร่ภาพ เช่นกันตามประมวลกฎหมายอาญา  แต่ถ้าเปิดดูเอง คนเดียว ไม่ให้คนอื่นดู อันนี้ก็ไม่ผิดอะไรครับ
                คนที่เอาภาพ หรือ คลิป ไป ทำวีซีดี แล้วจำหน่าย (หรือเรียกง่ายๆว่า พวกขาย ซีดีโป๊) ก็ผิดกฎหมายเช่นกัน เป็นการเผยแพร่ภาพลามกเพื่อการค้า มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี                  
                นอกจากนี้ถ้ากรณีเอาภาพหน้าดารา มาใส่ในภาพคนเปลือยกาย แล้วเอาลงเวปไซต์เผยแพร่ว่าเป็นภาพดาราคนนี้เปลือยกาย กรณีนี้ก็เป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เช่นกัน คนผิดต้องเจอคุกไม่เกิน 5 ปี
                ตำรวจแนะนำว่าผู้เสียหายควรจะแจ้งความ แม้คลิปที่ว่าจะเป็นแค่คนหน้าคล้ายก็ตาม ก็แจ้งความได้เพราะทำให้ตนเองเสียชื่อเสียง    โดยตำรวจจจะทำการสืบสวนคนที่เอามาเผยแพร่  ต่อไปก็มีการสกัดกั้นไม่ให้เผยแพร่ต่อไป   ถ้าลบได้หรือทำลายได้ก็ทำให้ทันที    ก่อนที่ลบตำรวจก็รวบรวมข้อมูลคนที่จะเอามาลงเพื่อจะจัดการกับคนร้ายต่อไป     โดยตำรวจ ยืนยันสามารถสืบหาตัวผู้กระทำความผิดได้ไม่ยาก 
โดยสืบต้นตอได้ว่ามาจากไหน  เข้าเว็บไซต์ไหน เวปนี้เป็นของใคร เข้ามาได้อย่างไร  ภาพเข้าสู่ระบบได้นี้ใครทำ
ส่งมาจากใคร ใครเป็นเจ้าของเว็บไซต์  ซึ่งมีโทษหนักนะครับ แม้เป็นคดียอมความได้ แต่อย่างที่บอกไว้ผู้เสียหายต้องมาร้องทุกข์ก่อน 
              อยากจะฝากเตือนพวกมือบอนที่ชอบโพสต์ภาพโป๊เปลือยถือว่ามีความผิด  ซึ่งผู้เสียหายในคดี สามารถที่จะเรียกฟ้องร้องเอาผิดได้ทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
                และก็ฝากเตือน  ให้มีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้นเนื่องจากเดี๋ยวนี้เทคโนโลยีนั้นก้าวไกลมากๆ
การเข้าห้องน้ำก็ต้องระวัง   ดูว่ามีกล้องมีอะไรมั้ย ตรวจดูเสียก่อน  ผมได้สอบถามจากผู้รู้เขาแนะนำว่า ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือ ตามห้องพัก หรือ ห้องน้ำของโรงแรม หรือที่ใดก็แล้วแต่ ถ้าเข้าไปแล้ว ไม่แน่ใจว่ามีกล้องวงจรปิดซ่อนไว้
แอบถ่ายหรือป่าว ให้ลอง เอาโทรศัพท์มือถือของเราเปิดไปที่ ฟังก์ชั่น ถ่ายภาพหรือถ่าย วีดีโอ แล้ว เอามือถือ ส่อง ไปดูตามมุมต่างๆ  ถ้ามองผ่านมือถือ แล้วเห็นแสงสีแดงๆ  คล้ายรังสีอินฟาเรทประมาณเนี้ยนะครับ ก็แสดงว่ามีกล้องพวกกล้องวงจรปิดซ่อนอยู่พร้อมถ่าย แต่ถ้าเป็นกล้องถ่าย วีดีโอ ธรรมดาจะไม่มีรังสีอินฟาเรท  อันนี้ก็ไม่ทราบทำไงเหมือนกัน  ลองทำดูที่บ้านก็ได้นะครับ โดยลองเอามือถือ ส่องไปที่  รีโมท ของทีวี แล้วกดปุ่ม รีโมท เราก็จะเห็น แสงสีแดงๆ เจ้าแสงนี้แหละครับ เป็นแสงเดียวกับที่กล้องวงจรปิดที่ซ่อนอยู่ครับ